Menu
VAT and Tax, words in wooden alphabet letters isolated on wood background

Tax กับ VAT ต่างกันอย่างไร? คู่มือเจาะลึกเรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจ

ไขข้อข้องใจ Tax และ VAT ต่างกันอย่างไร? อธิบายแบบเข้าใจง่าย ไม่ใช้ศัพท์กฎหมายซับซ้อน พร้อมตารางเปรียบเทียบข้อแตกต่างที่มือใหม่ควรรู้!

Peter Torres 16 hours ago 2

เมื่อคุณก้าวเข้ามาในโลกของการทำงานอิสระหรือการทำธุรกิจแบบเต็มตัว หนึ่งในกำแพงที่สูงที่สุดและสร้างความปวดหัวมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องของ “ภาษี” หลายคนมีความสับสนและมักจะตั้งคำถามว่า “ในเมื่อเราขายของแล้วบวก VAT 7% ให้ลูกค้าเพื่อนำส่งรัฐไปแล้ว ทำไมตอนสิ้นปีสรรพากรถึงยังเรียกเก็บภาษีเงินได้เราอยู่อีก? สรุปแล้วมันไม่ใช่ภาษีตัวเดียวกันหรอกหรือ?”

ความสับสนระหว่างคำว่า “Tax” (ภาษีเงินได้) และ “VAT” (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะมองข้ามได้ครับ เพราะการเข้าใจผิดคิดว่าจ่าย VAT แล้วจบ อาจทำให้คุณไม่ได้กันเงินสำรองเอาไว้สำหรับจ่ายภาษีเงินได้ประจำปี ผลที่ตามมาคือกระแสเงินสด (Cash Flow) สะดุด กำไรที่คิดว่าได้มากลับหดหายไปกับค่าภาษี หรือในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดคือการถูกกรมสรรพากรประเมินภาษีย้อนหลัง ซึ่งมาพร้อมกับ “เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม” ที่สูงจนทำให้ธุรกิจขนาดเล็กหลายรายถึงขั้นต้องปิดตัวลง

เพื่อป้องกันฝันร้ายทางการเงินเหล่านั้น บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกและไขข้อข้องใจแบบหมดเปลือก อธิบายความแตกต่างระหว่าง Tax และ VAT แบบเจาะลึกแต่เข้าใจง่าย ไม่ต้องเปิดพจนานุกรมกฎหมายให้ยุ่งยาก พร้อมตัวอย่างการคำนวณและกรณีศึกษาที่คุณสามารถนำไปใช้เทียบเคียงกับธุรกิจของคุณได้ทันทีครับ

สรุปสั้นๆ ให้เห็นภาพ: Tax และ VAT ต่างกันอย่างไร?

หากจะอธิบายให้เห็นภาพความแตกต่างอย่างชัดเจนที่สุด Tax (ภาษี) คือ “ร่มคันใหญ่” เป็นคำเรียกกว้างๆ ของเงินที่รัฐบาลเรียกเก็บจากประชาชนและนิติบุคคลที่มีรายได้ เพื่อนำไปใช้เป็นงบประมาณในการบริหารและพัฒนาประเทศ โดยมีภาษีหลากหลายประเภทอยู่ภายใต้ร่มคันนี้

ในขณะที่ VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) เป็นเพียง “ซี่ร่มซี่หนึ่ง” หรือเป็นภาษีประเภทย่อยประเภทหนึ่งที่อยู่ภายใต้ร่มคันใหญ่ของคำว่า Tax นั่นเองครับ

เพื่อให้เห็นภาพรวมและจุดตัดของภาษีทั้งสองประเภทอย่างรวดเร็ว ลองดูตารางเปรียบเทียบข้อแตกต่างสำคัญด้านล่างนี้ครับ:

ข้อเปรียบเทียบ Tax (เน้นที่ภาษีเงินได้ / Income Tax) VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม / Value Added Tax)
ความหมายหลัก ภาษีที่เรียกเก็บจาก “รายได้” หรือ “กำไรสุทธิ” ภาษีที่เรียกเก็บจากการ “บริโภค” สินค้าหรือบริการ
ประเภทของภาษี จัดอยู่ในหมวด ภาษีทางตรง (Direct Tax) จัดอยู่ในหมวด ภาษีทางอ้อม (Indirect Tax)
ผู้รับภาระควักกระเป๋า ตัวคุณเอง หรือ บริษัทของคุณ ผู้บริโภคคนสุดท้าย (End Consumer)
เงื่อนไขที่ต้องเสียภาษี มีรายได้สุทธิถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ธุรกิจมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
ฐานที่ใช้ในการคำนวณ รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย หรือ กำไรสุทธิของบริษัท มูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ตั้งราคาขาย
แบบฟอร์มการยื่นภาษี ภ.ง.ด.90, 91 (บุคคล) / ภ.ง.ด.50, 51 (นิติบุคคล) ภ.พ.30
ความถี่ในการดำเนินการ ยื่นรายปี หรือ ครึ่งปี ต้องทำรายงานและนำส่งทุกๆ เดือน

ภาพรวมความแตกต่างระหว่าง Tax ภาษีเงินได้ และ VAT ภาษีมูลค่าเพิ่ม

เจาะลึกความหมาย: Tax (ภาษีเงินได้) ภาระหน้าที่จาก “ความมั่งคั่ง”

คำว่า Tax หรือ ภาษีอากร โดยบริบทของการทำธุรกิจแล้ว เรามักจะพุ่งเป้าไปที่ “ภาษีเงินได้” (Income Tax) ซึ่งจัดอยู่ในหมวดหมู่ของ ภาษีทางตรง (Direct Tax) ภาษีทางตรงคือภาษีที่คุณ “ไม่สามารถผลักภาระไปให้คนอื่นได้” ใครเป็นคนหาเงินได้ คนนั้นต้องเป็นคนรับผิดชอบจ่ายภาษี ยิ่งคุณหาเงินได้มาก ธุรกิจเติบโตและมีกำไรมาก คุณก็ยิ่งต้องแบ่งปันเงินส่วนนั้นกลับคืนสู่รัฐในสัดส่วนที่สูงขึ้นตามไปด้วย โดยภาษีเงินได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ที่เราต้องเจอ ได้แก่:

1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax – PIT)

เป็นภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือน, ฟรีแลนซ์, พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท หรือบุคคลทั่วไปที่มีรายได้เข้ามาในชื่อบัญชีของตนเอง

  • หลักการคำนวณ: คุณต้องนำรายได้ตลอดทั้งปี มาหักลบด้วย “ค่าใช้จ่าย” (แบบเหมาหรือตามจริง) และ “ค่าลดหย่อน” (เช่น ประกันชีวิต, SSF/RMF, ดอกเบี้ยบ้าน) ตามที่กฎหมายกำหนด
  • อัตราภาษี: หากคำนวณออกมาแล้วคุณมี “เงินได้สุทธิ” ไม่เกิน 150,000 บาท คุณจะได้รับการยกเว้นภาษี แต่ถ้าเกินกว่านั้น คุณจะต้องเริ่มเสียภาษีแบบขั้นบันได ซึ่งมีอัตราเริ่มต้นตั้งแต่ 5% ไปจนถึงสูงสุดที่ 35% ยิ่งรายได้สุทธิสูง ก็ยิ่งโดนหักเปอร์เซ็นต์เยอะขึ้น

2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax – CIT)

เป็นภาษีสำหรับธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลอย่างถูกต้องในรูปแบบ บริษัทจำกัด หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด

  • หลักการคำนวณ: นิติบุคคลจะไม่ได้คำนวณจากรายรับทั้งหมด แต่จะคำนวณจาก “กำไรสุทธิ” (รายได้ทั้งหมด หักลบด้วย ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของบริษัท)
  • อัตราภาษี: โดยปกติอัตราภาษีสูงสุดจะอยู่ที่ 20% ของกำไรสุทธิ แต่หากธุรกิจของคุณเข้าเกณฑ์ SME (ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท) คุณจะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี คือ กำไร 300,000 บาทแรกได้รับการยกเว้น, กำไร 300,001 – 3,000,000 บาท เสีย 15% และกำไรส่วนที่เกิน 3 ล้านบาทเป็นต้นไปจึงจะเสีย 20%

3. ภาษีศุลกากร (Customs Duty)

นอกจากภาษีเงินได้แล้ว ภายใต้ร่มของคำว่า “Tax” ยังมีภาษีเฉพาะกิจที่สำคัญมากสำหรับคนทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออก หรือธุรกิจ E-Commerce ที่สั่งของจากต่างประเทศ นั่นคือ ภาษีศุลกากร

  • หลักการจัดเก็บ: ภาษีศุลกากร คือภาษีที่รัฐบาลเรียกเก็บเมื่อมีการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร (อากรขาเข้า) หรือส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ (อากรขาออก) เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ
  • จุดที่คนมักสับสน: พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่นำเข้าสินค้าจากจีน มักจะเจอการเรียกเก็บภาษีที่ด่านศุลกากร ซึ่งบ่อยครั้งจะมีการเก็บ “อากรขาเข้า (Tax)” รวมเข้ากับ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%)” ในบิลใบเดียวกัน ทำให้หลายคนสับสนคิดว่ามันคือยอดเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เจ้าหน้าที่ได้แยกเก็บ Tax (อากรตามพิกัดสินค้านั้นๆ) และ VAT (ภาษีที่เกิดจากการบริโภค) ไว้คนละก้อนอย่างชัดเจนครับ

จุดจำที่สำคัญที่สุด: ภาระของ Tax ประเภทนี้ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคุณ “มีรายได้ หรือ มีกำไร” หากปีนั้นธุรกิจขาดทุนย่อยยับ คุณก็ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเลย แม้แต่บาทเดียวครับ

เจาะลึกความหมาย: VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) กลไกผลักภาระสู่ผู้บริโภค

VAT ย่อมาจาก Value Added Tax หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ ภาษีมูลค่าเพิ่ม จัดอยู่ในหมวดหมู่ของ ภาษีทางอ้อม (Indirect Tax) แตกต่างจากภาษีเงินได้ตรงที่ ภาษีทางอ้อมคือภาษีที่กฎหมายเปิดช่องให้ผู้ประกอบการสามารถ “ผลักภาระ” ไปให้ผู้ซื้อหรือผู้บริโภคเป็นคนควักกระเป๋าจ่ายแทนได้ รัฐบาลจะเก็บภาษีชนิดนี้จากการบริโภค ทุกครั้งที่มีการซื้อขายสินค้าและบริการเกิดขึ้นภายในประเทศ โดยอัตราปัจจุบันของประเทศไทยกำหนดไว้ที่ 7%

กลไกของ VAT (ภาษีซื้อ – ภาษีขาย) ที่คนทำธุรกิจต้องเข้าใจ

ความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุดคือการมองว่า เงิน 7% ที่เก็บมาจากลูกค้าคือ “รายได้พิเศษ” ของร้านค้า หลักการที่แท้จริงที่คุณต้องจำให้ขึ้นใจคือ:

  1. คุณคือตัวแทนของสรรพากร: เมื่อธุรกิจของคุณจดทะเบียน VAT หน้าที่ของคุณคือการบวกเงิน 7% เข้าไปในราคาสินค้า (ภาษีขาย) เก็บเงินก้อนนั้นมาจากลูกค้า และมีหน้าที่นำส่งให้กรมสรรพากรทุกๆ เดือน คุณเป็นเพียง “ทางผ่าน” ของเงินก้อนนี้เท่านั้น
  2. ผู้บริโภคคือคนรับจบ: ภาระทางภาษีทั้งหมดจะตกอยู่ที่ “ผู้บริโภคคนสุดท้าย” (End Consumer) ที่ซื้อของไปใช้เองและไม่ได้เอาไปขายต่อทำกำไร
  3. ระบบ ภาษีซื้อ – ภาษีขาย: ในการทำธุรกิจแต่ละเดือน คุณจะต้องทำรายงานหักลบกันระหว่าง “ภาษีขาย” (VAT ที่คุณเก็บจากลูกค้าตอนขายของ) หักลบด้วย “ภาษีซื้อ” (VAT ที่คุณจ่ายไปตอนไปซื้อวัตถุดิบ ซื้อคอมพิวเตอร์ หรือจ่ายค่าเช่าออฟฟิศ)

    • หาก ภาษีขาย > ภาษีซื้อ : คุณต้องนำเงินส่วนต่างไปจ่ายให้สรรพากร
    • หาก ภาษีซื้อ > ภาษีขาย : คุณสามารถขอคืนเงินสดจากสรรพากร หรือยกยอดเครดิตภาษีไปใช้ในเดือนถัดไปได้

กฎเหล็ก 1.8 ล้านบาท ที่ห้ามพลาดเด็ดขาด

ใครบ้างที่ “บังคับ” ต้องจดทะเบียน VAT? กฎหมายของกรมสรรพากรกำหนดไว้ชัดเจนมากครับว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นบุคคลธรรมดา (ฟรีแลนซ์/แม่ค้าออนไลน์) หรือเป็นนิติบุคคล (บริษัท) หากรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการของคุณ ทะลุ 1,800,000 บาทต่อปี คุณมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่รายได้ถึงเกณฑ์ (ยกเว้นธุรกิจบางประเภทที่ได้รับสิทธิยกเว้น VAT เช่น ธุรกิจขนส่งสาธารณะ, การขายสินค้าเกษตร, หรือการรักษาพยาบาล)

อธิบายระบบภาษีซื้อและภาษีขายของการจดทะเบียน VAT 7%

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax): ตัวละครลับที่ทำให้คนสับสน

เพื่อให้ความเข้าใจเรื่องภาษีสมบูรณ์แบบ เราต้องพูดถึงตัวละครที่ 3 ที่มักทำให้คนสับสนว่ามันคือ Tax หรือ VAT นั่นคือ “ภาษีหัก ณ ที่จ่าย” (Withholding Tax – WHT) ครับ

โดยเฉพาะคนทำธุรกิจบริการ มักจะเจอเหตุการณ์ที่ว่า ตกลงค่าจ้างไว้ 10,000 บาท แต่ลูกค้าโอนมาให้แค่ 9,700 บาท พร้อมส่งกระดาษที่เรียกว่า “ใบหัก ณ ที่จ่าย 3%” มาให้แทนเงินสด 300 บาทที่หายไป

  • สรุปง่ายๆ: ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไม่ใช่ VAT และไม่ใช่ภาษีตัวใหม่ แต่มันคือ “การจ่ายภาษีเงินได้ (Tax) ล่วงหน้า” ครับ
  • รัฐบาลกลัวว่าประชาชนจะไม่มีเงินก้อนไปจ่ายภาษีตอนสิ้นปี จึงบังคับให้คนที่เป็นคนจ่ายเงิน (ลูกค้า) ทำหน้าที่หักเงินส่วนหนึ่ง (เช่น 3% สำหรับค่าบริการ) นำส่งสรรพากรไปก่อน
  • ตอนสิ้นปี เมื่อคุณต้องคำนวณ Tax (ภาษีเงินได้) คุณสามารถนำ “ใบหัก ณ ที่จ่าย” ทั้งหมดที่คุณสะสมไว้มาเป็น “เครดิตภาษี” ได้เลย เช่น ถ้าคุณคำนวณภาษีสิ้นปีแล้วต้องจ่าย 5,000 บาท แต่คุณโดนหัก ณ ที่จ่ายไประหว่างปีแล้ว 3,000 บาท สิ้นปีคุณก็ควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มแค่ 2,000 บาทเท่านั้นครับ

กรณีศึกษา (Case Study): ภาษีในโลกธุรกิจดิจิทัล

เพื่อให้เห็นภาพการทำงานของ Tax, VAT และ WHT ไปพร้อมๆ กัน ลองมาดูตัวอย่างจำลองของผู้ประกอบการในสายงาน Digital Marketing ที่มีรูปแบบธุรกิจต่างกันครับ:

กรณีที่ 1: ฟรีแลนซ์ Digital Marketing Technician (บุคคลธรรมดา)

นาย A ทำงานเป็น Digital Marketing Technician อิสระ รับงานปรับแต่ง SEO และตั้งค่าแคมเปญ Google Ads ให้กับลูกค้า SME ตลอดทั้งปีนาย A มีรายได้เข้ามาในบัญชีส่วนตัวรวม 1,200,000 บาท

  • สเตตัสเรื่อง VAT: เนื่องจากรายได้ทั้งปียังไม่เกิน 1.8 ล้านบาท นาย A จึงยัง ไม่ต้องจดทะเบียน VAT ไม่ต้องบวก 7% ในใบแจ้งหนี้ และไม่ต้องทำรายงานภาษีซื้อ-ขายทุกเดือน
  • สเตตัสเรื่อง Tax: แม้จะไม่ถึงเกณฑ์ VAT แต่นาย A มีรายได้เข้าข่ายต้องเสียภาษี นาย A ต้องนำเงิน 1,200,000 บาท มาหักค่าใช้จ่ายเหมา 50% (สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท) และหักค่าลดหย่อนส่วนตัว เพื่อนำเงินได้สุทธิไปคำนวณ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบขั้นบันได และยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ตอนต้นปี
  • สเตตัสเรื่อง WHT: ทุกครั้งที่นาย A รับเงินค่าทำ SEO ลูกค้าองค์กรจะหักเงินไว้ 3% นาย A ต้องเก็บใบ 50 ทวิ เอาไว้ เพื่อไปใช้ลดหย่อนภาษี (Tax) ในตอนสิ้นปี

กรณีที่ 2: บริษัท เอเจนซี่รับทำเว็บไซต์ (นิติบุคคล)

บริษัท B จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล รับออกแบบเว็บไซต์ด้วย WordPress และวางระบบ E-commerce มีลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่จ้างงานต่อเนื่อง ทำให้ปีนี้มีรายได้รวม 3,500,000 บาท (มีกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1,000,000 บาท)

  • สเตตัสเรื่อง VAT: รายได้บริษัททะลุ 1.8 ล้านบาทไปไกลแล้ว บริษัท B จึง บังคับจดทะเบียน VAT ตั้งแต่รายได้แตะ 1.8 ล้านแรก ทุกครั้งที่ออกใบแจ้งหนี้ 100,000 บาท ต้องบวก VAT 7% กลายเป็นยอดเรียกเก็บ 107,000 บาทเสมอ และฝ่ายบัญชีต้องนำส่ง ภ.พ.30 ให้สรรพากรทุกๆ กลางเดือน
  • สเตตัสเรื่อง Tax: เมื่อสิ้นปีบัญชี บริษัท B ต้องนำ “กำไรสุทธิ” 1,000,000 บาท มาคำนวณ ภาษีเงินได้นิติบุคคล (อัตรา SME) ซึ่ง 3 แสนแรกยกเว้นภาษี ส่วนที่เหลือ 700,000 บาทเสียอัตรา 15% (คิดเป็นค่าภาษี 105,000 บาท)

เห็นไหมครับว่า ขนาดของรายได้และรูปแบบธุรกิจ เป็นตัวกำหนดว่าคุณจะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับระบบภาษีตัวไหนบ้าง

โทษและค่าปรับ: ฝันร้ายของการจัดการ Tax และ VAT พลาด

กรมสรรพากรมีระบบการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกฎหมาย e-Payment ที่ส่งข้อมูลการโอนเงินเข้าสู่ระบบอัตโนมัติ การแยก Tax และ VAT ไม่ออก อาจนำไปสู่ค่าปรับที่โหดร้ายมากครับ:

  1. ไม่ยื่น Tax (ภาษีเงินได้) ประจำปี: * โดนปรับอาญาไม่เกิน 2,000 บาท

    • ต้องเสีย “เงินเพิ่ม” (ดอกเบี้ย) ในอัตรา 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่าย ยิ่งปล่อยไว้นานดอกเบี้ยยิ่งบานตะไท

  2. รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท แต่หนีไม่ยอมจด VAT: * นี่คือจุดที่เจ็บปวดที่สุดของคนทำธุรกิจครับ หากสรรพากรตรวจพบย้อนหลัง สรรพากรจะถือว่า “รายได้ทั้งหมดที่เกิน 1.8 ล้านบาทนั้น ถือเป็นราคาที่รวม VAT 7% ไว้แล้ว” * สรรพากรจะรีดเอา VAT 7% จากเนื้อรายได้ของคุณออกมาเลย (ทำให้คุณขาดทุนทันทีเพราะไม่ได้บวกลูกค้าเผื่อไว้)

    • โดน “เบี้ยปรับ” สูงสุดถึง 2 เท่าของยอดภาษีที่ต้องจ่าย
    • และโดน “เงินเพิ่ม” อีก 1.5% ต่อเดือน

สรุปบทเรียน: แยกให้ออก วางแผนให้เป็น

การแยกความต่างระหว่าง Tax และ VAT ให้ออก คือรากฐานสำคัญและเป็นทักษะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการบริหารจัดการการเงินธุรกิจ สรุปจำง่ายๆ ไว้ใช้งานได้เลยครับ:

  • Tax (ภาษีเงินได้) = ภาระหน้าที่ของคุณ จ่ายจาก “กำไร” จ่ายปีละ 1-2 ครั้ง
  • VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) = ภาระของผู้บริโภค คุณเป็นแค่คนกลางเก็บรวบรวมส่งรัฐ ต้องทำทุกครั้งที่ขาย และเคลียร์ยอดทุกๆ เดือน

การเข้าใจโครงสร้างเหล่านี้ จะช่วยให้คุณตั้งราคาขายสินค้าหรือค่าบริการได้อย่างเหมาะสม ไม่เอาเงินรัฐมาปนกับเงินก้อนของบริษัท และเติบโตได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องหวาดระแวงจดหมายจากกรมสรรพากรครับ

คำถามชวนคิด: วันนี้ธุรกิจของคุณมีการจัดทำงบประมาณ และเตรียมความพร้อมที่จะแยกบัญชีรับจ่าย ระหว่าง “เงินรายได้ของกิจการ” กับ “เงิน VAT 7% ที่ต้องนำส่งสรรพากร” ออกจากกันอย่างชัดเจนแล้วหรือยังครับ?

– Advertisement –
Written By

– Advertisement –